เวลาไปอีททงคัตสึหรือสเต็กเนื้อใดๆ ก็มักจะกินกะหล่ำปลีดิบช่วยตัดเลี่ยนทุกที ซึ่งเอาจริง… ผักชนิดนี้ถ้ากินดิบมากๆ ก็อาจทำให้เกิดนิ่วและเสี่ยงไตวายได้นะ!!
• กินกะหล่ำปลีดิบ อาจทำเสี่ยงอันตรายถึงไตวายได้ •
สารที่เป็นปัจจัยหลักๆ ของการก่อนิ่วที่เรากำลังจะพูดถึง ก็คือ “แคลเซียมออกซาเลต” (calcium oxalate) ที่มักจะพบได้ในผักหลายชนิด โดยปกติแล้วเราจะสามารถกำจัดหรือสลายสารนี้ได้… ก็เมื่อผักนั้นถูกนำไปปรุงสุก ซึ่งในกะหล่ำปลี 1 ถ้วยตวง จะมีสารออกซาเลตนี้อยู่ประมาณ 2 มิลลิกรัม เอาจริง… คือถือว่าไม่ใช่ผักที่มีสารออกซาเลตสูงมากที่สุดนะ แต่ด้วยความที่เป็นผักยอดนิยมที่หลายคนมักกินแบบดิบ เลยทำให้ “กะหล่ำปลี” ติดท็อปอันดับต้นๆ ที่ทำให้ชาวเราเสี่ยงเกิดก้อนนิ่วในไตได้ โดยมักจะพบบริเวณกรวยไตและระบบทางเดินปัสสาวะ ที่หากปล่อยให้เรื้อรังอาจเสี่ยงอันตรายถึงไตวายได้เลยทีเดียว
• กินกะหล่ำปลีดิบมากๆ ยังอาจเสี่ยงโรคคอหอยพอก •
นอกจากจะเสี่ยงเกิดนิ่วในไต เสี่ยงไตวายแล้ว กะหล่ำปลีดิบๆ ยังมีสารกอยโตรเจน (Goitrogen) ที่จะไปยับยั้งการสร้างฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์ ส่งผลให้ร่างกายดึงไอโอดีนไปใช้ได้น้อยกว่าปกติ เกิดภาวะขาดสารไอโอดีน และกลายเป็นโรคคอหอยพอกได้ ซึ่งสารกอยโตรเจนจะถูกกำจัดให้สลายหายไปก็ต่อเมื่อกะหล่ำปลีถูกนำไปปรุงสุกแล้วเท่านั้น
• กะหล่ำปลีวิตามินซีสูงงง แต่ต้องกินแบบสุกเท่านั้น •
ยังไม่หมดแค่นั้นนะ! สำหรับสายเฮลตีที่ชอบกินกะหล่ำปลีเยอะๆ เพราะเข้าใจว่าเป็นผักที่อุดมด้วยวิตามินซีสูง ขอบอกว่าอันนี้ก็เรื่องจริงแหละ แต่…ร่างกายจะได้รับสารต้านอนุมูลอิสระนี้ก็ต่อเมื่อเรากินกะหล่ำปลีแบบปรุงสุกแล้วเท่านั้น รวมทั้งในกะหล่ำปลีแบบดิบยังมีน้ำตาลชนิดนึง ที่หากกินเข้าไปมากๆ จะส่งผลให้มีอาการท้องอืดหรือแน่นท้องได้ แต่หากกะหล่ำปลีผ่านความร้อนจนสุกแล้ว น้ำตาลชนิดนี้จะแปรเปลี่ยนเป็นโมเลกุลที่สามารถย่อยได้ง่ายขึ้น
แม้การกินกะหล่ำปลีแบบปรุงสุกจะช่วยลดสารต่างๆ ทำให้ร่างกายได้รับประโยชน์เต็มๆ มากขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ลืมไม่ได้เลยสำหรับสายผักเลิฟเว่อร์ คือการล้างทำความสะอาดผักแบบถูกวิธี ซึ่งถ้าเป็นกะหล่ำปลี… ควรแกะใบกะหล่ำออกมาล้างน้ำแบบผ่านทีละใบ จากนั้นผสมเบกกิ้งโซดา 1/2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำ 10 ลิตร แช่ทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วนำผักมาล้างด้วยน้ำสะอาดอีก 2 รอบ วิธีนี้ก็จะช่วยลดการปนเปื้อนของพยาธิและสารพิษได้
อ้างอิงข้อมูล




