Brownout Syndrome ไม่ได้หมดไฟ…แต่หมดใจกับงาน

ใครที่ทำงานแล้วรู้สึกว่า “ฉันเหนื่อยล้าเต็มทน เบื่อหน่ายเต็มที แพสชันหดหาย พลังใจไม่มีเหลือแล้ว ทำงานไปก็ไม่มีความสุข คิดอยากลาออก” นั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าคุณ… กำลังตกอยู่ในสภาวะที่เรียกว่า “Brownout Syndrome”

  • ไม่ใช่แค่การหมดไฟแต่มันหมดใจไปแล้ว • 

นี่ว่า… คนวัยทำงานแบบเราๆ หลายคนก็คงเคยประสบพบเจอกับสภาวะ Burnout Syndrome กันมาก่อน อาการของคนหมดไฟในการทำงานที่เกิดจากการทำงานหนักมาเป็นเวลานาน ไม่ได้พักผ่อน เหนื่อยล้า หัวไม่แล่น ไม่รู้จะเอาแรงจูงใจ แรงบันดาลใจมาจากไหน จนเกิดเป็นความเครียดสะสม ซึ่งถ้ายังเป็นอยู่และเป็นต่อ จุดนี้แหละ… ที่กำลังจะทำให้เราก้าวเข้าสู่ภาวะ “Brownout Syndrome” อาการของคนที่หมดใจ… ไม่มีกะจิตกะใจจะทำงานในองค์กรนี้อีกต่อไปแล้ว

  • Brownout ใกล้ตัวกว่าที่คิด ภัยร้ายแรงของคนทำงาน  • 

อย่างที่บอกไปว่า “Brownout Syndrome” เป็นภาวะที่หมดใจในการทำงาน… แต่ไม่ได้หมายความว่า “ฉันจะไม่ทำงานแล้วนะ! เพียงแค่มันหมดใจกับองค์กรนี้ ที่เรากำลังทำงานอยู่แค่นั้นเอง!” ซึ่งสาเหตุหลักๆ ก็มาจากการโดนบั่นทอนทั้งกายและใจนี่แหละ ไม่ว่าจะโดนกดดันสารพัด ได้รับผิดชอบแต่งานหนักๆ ทำหลายหน้าที่ในคนๆ เดียว Work Life ไม่ Balance ขาดการ Support ที่ดี หัวหน้าไม่เป็นธรรม มีทีมลูกรัก จนเมินเฉยต่อพนักงานบางกลุ่ม กฎระเบียบในองค์กรที่จุกจิกมากเกินไป การบริหารงานที่ไร้ทิศทาง ไม่มีเป้าหมายหรือความชัดเจนให้กับพนักงาน 

คือแบบถ้าใครเจอมาหมดนี่…. ถือว่าเก่งมากๆ เลยนะ ฟีลแบบปากบอกไหว แต่ใจไม่ไปต่อแล้ว เพราะมันก็ถูกสะสมมาเป็นเวลานานใช่ม้ะ จนกัดกินเข้าไปถึงสุขภาพกาย ร่างกายเหนื่อยล้า ปวดเมื่อย ปวดศีรษะ มีอาการออฟฟิศซินโดรม เป็นไมเกรน ไม่พอ! ยังกัดกร่อนเข้าไปถึงสุขภาพจิตใจของเรา จนมีอาการเครียด ซึมเศร้า ไม่รู้สึกถึงแรงบันดาลใจ ไม่มีพลังใจเหลือ ทำงานไปก็ไม่มีความสุข… และท้ายที่สุด เราจะตัดสินใจลาออกจากงานนั้นอย่างง่ายดาย เพื่อออกไปพักกายและเยียวยาใจด้วยตัวของเราเอง

  • ถ้ารู้สึกว่า… พลังใจกำลังเริ่มร่อยหรอ…ลองใช้หลัก 4C ดู • 
  1. การ Conversation ที่เราจะต้องเข้าไปพูดคุยกับหัวหน้าอย่างจริงจังเกี่ยวกับปัญหาในการทำงานที่ต้องเผชิญว่าแบบ… มันเริ่มบั่นทอนกายใจเราแล้วนะ เพื่อที่จะได้ช่วยกันแก้ไขปัญหาและหาทางออกร่วมกัน
  1. การ Counseling จะเป็นจุดที่เรารู้สึกว่า สุขภาพใจไม่น่ารับไหวแล้ว ควรให้เวลาตัวเองได้ไปพักใจกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตใจกับนักจิตวิทยา นักจิตบำบัดหรือจิตแพทย์ เพื่อให้เรารู้สึกโล่งใจ สบายใจ ได้รับรู้สาเหตุของความไม่สบายใจเหล่านั้น แล้วจะได้จัดระเบียบความคิด มองเห็นทางออกว่าเราควรจะทำอย่างไรต่อไป 
  1. การ Clear Goals ที่เราจะต้องกลับมาหยุดพักบ้าง เพื่อหาเวลาเคลียร์และตกผลึกกับตัวเองว่า เรามาทำอะไรที่นี่? เป้าหมายของเราคืออะไร? สิ่งที่เราตั้งใจไว้มันยังใช่อยู่มั้ย? แล้วเราจะทำยังไงต่อไป? 
  2. การ Create Balance คือนอกจากสมดุลด้านเป้าหมายชีวิตและการทำงานแล้ว เราก็ต้องกลับมาดูในด้านอื่นๆ ด้วย ทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ ความสัมพันธ์ ความมั่นคงทางการเงิน การเข้าสังคม เพราะถ้ามันเสียไปด้านหนึ่ง มันก็กระทบด้านอื่นๆ ด้วยเหมือนกัน 

ซึ่งคนทำงานอย่างเรา ก็รู้ดีแหละว่า… การทำงานย่อมมาพร้อมกับความเครียด ส่งผลกระทบกับกายใจของเราไม่มากก็น้อย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลอะไร เพราะหากคนทำงานสามารถขจัดปัญหาเหล่านี้ไปได้ รวมถึงองค์กรเองก็ต้องมีวิธีการที่จะช่วยพนักงานจัดการกับความเครียด มีการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจให้กับพนักงานในองค์กรอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง ก็จะช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพจิตใจที่จะตามมาได้อย่างแน่นอน

อ้างอิงข้อมูล

https://bit.ly/3XqCZud

https://bit.ly/4e0YEON

https://bit.ly/3X7VWAb

instagram

Discover more from Fsccth

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading